Fragaria spp.
posted on 23 Dec 2007 15:10 by lolaystrawberry in ART
เป็นไม้เถาเลื้อยคลุมดิน อยู่ในตระกูลเดียวกับกุหลาบ ก้านใบยาวเป็นใบประกอบย่อย 3 ใบ ขอบใบหยัก ดอกสีขาว ผลเป็นผลรวมประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ทรงกลมรีคล้ายรูปหัวใจ ผลอ่อนสีขาว ขาวอมเขียว ผลสุกสีแดง สีแดงอมส้ม มีรสเปรี้ยวอมหวาน มีเมล็ดเล็กสีน้ำตาลจำนวนมากอยู่บนผิว ขยายพันธุ์ด้วยต้นไหลและการเพาะเนื้อเยื่อ
สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้สัญลักษณ์ของหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นสัญลักษณ์พระแม่มารี องค์พระมารดาของพระเยซู เป็นสัญลักษณ์แห่งฤดูร้อน เพราะต้นสตรอว์เบอร์รีที่กบดานอยู่ภายใต้หิมะสีขาวโพลน จะเบ่งบานผลิดอกออกผลรับความอบอุ่นของฤดูร้อน และเป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายแห่งความรัก ด้วยสีแดงสดสวยและสดใสไร้ราคี เป็นผลไม้อัศจรรย์ชนิดเดียวในโลกที่มีเมล็ดบนผิวผลด้านนอก ชื่อภาษาอังกฤษ strawberry เดากันว่ามาจากลักษณะของต้นที่เลื้อยไปอย่างเปะปะ
สตรอว์เบอรี่ มีวิตามิน C, A, B1,B2 มีสารต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยขับปัสสาวะ มีเส้นใยช่วยขับสารพิษ มีกรดโฟลิก [folic acid] มีกรดเอลลาจิก [ellagic acid] ซึ่งช่วยปกป้องและขจัดสาร คาสิโนเจน [carcinogen] อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
สตรอเบอรี่ ในประเทศไทยมีการนำพันธุ์เข้ามาปลูกหลายยุคหลายสมัยทางภาคเหนือ เช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งได้พันธุ์ที่เหมาะสมสามารถปลูกได้ทั่วไปในบริเวณตัวเมืองเชียงใหม่ และเขตชานเมือง แต่พันธุ์ในสมัยนั้นมีข้อเสียคือผลชอกช้ำง่าย ทำให้ขนส่งไปขายในที่ไกล ๆ ไม่ได้ โครงการหลวงได้นำพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามามากมายหลายพันธุ์ และคัดได้ ๓ พันธุ์ คือ Cambridge Favorite,Tioga และ Sequoia พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ทั้ง ๓ พันธุ์นี้แก่เกษตรกรที่หมู่บ้านช่างเคี่ยน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ และเกษตรกรรู้จักกันในนามพันธุ์พระราชทานเบอร์ ๑๓, ๑๖ และ ๒๐ ตามลำดับ
ปัจจุบัน สตรอเบอรี่ได้กลายเป็นผลไม้ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของภาคเหนือ สามารถส่งออกได้ในลักษณะสตรอเบอรี่แช่แข็ง และทำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมากตลาด ในประเทศก็กว้างขวางมาก เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างทั้งรับประทานสดและแปรรูป ฤดูการของสตรอเบอรี่จะเริ่มประมาณเดือนธันวาคม จนถึงเดือนมีนาคม
...............................................................................................................................
GMOs
เทคโนโลยีชีวภาพ GMOs : Genetically Modified Organisms หมายถึง การตัดต่อยีนส์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของพืชหรือสัตว์ให้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมจากธรรมชาติ เช่น ความทนทานต่อโรคพืชที่เกิดจากไวรัสหรือเพิ่มความสามารถของพืชบางชนิดให้สร้างสารพิษ เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้นำมาสู่การพัฒนาใช้ในด้านเศรษฐกิจ และธุรกิจ เพื่อการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สนองตอบความต้องการของตลาด ทั้งยังสามารถช่วยให้การผลิตมีจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลง จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารมีการใช้เทคโนโลยี GMOs กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่มีการผลิตและส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั่วโลก อาทิ ผลผลิตถั่วเหลือง ข้าวโพด ไก่เนื้อ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างชัดเจนทั้งสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีชีวภาพ GMOs
เทคโนโลยีชีวภาพ GMOs นับเป็นความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีในการพัฒนาพันธุ์พืชให้มีก้าวหน้า ซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตการเกษตรมีเพิ่มขึ้น ทนทานต่อโรคศัตรูพืชและแมลง สามารถออกดอกออกผลนอกฤดูกาล ทนต่อความแห้งแล้ง ช่วยยืดระยะเวลาของการสุกงอมในผักและผลไม้ ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร และยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากไม่จำเป็นต้องใช้ยากำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลเสียต่อพื้นดินการเกษตร
ขณะเดียวกันการตัดแต่งพันธุกรรมก็มีผลเสียเนื่องจากเป็นการ นำยีนส์มาตัดถ่ายใส่สิ่งมีชีวิตที่ได้มาจากแหล่งต่าง ๆ กันนั้น หากแทรกลงไปในจุดที่ใกล้ตำแหน่งยีนส์ที่เกี่ยวกับคุณลักษณะที่ไม่ต้องการ อาจเป็นการกระตุ้นให้สิ่งมีชีวิตนั้นผลิตสารพิษที่ส่งผลให้เกิดการแพ้ หรือลดการผลิตสารอาหารลงได้ นอกจากนี้ยีนส์ใหม่ที่ถูกถ่ายทอดเข้าไปอาจมีส่วนประกอบของยีนส์ที่ต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพร่หลายของยีนส์ที่สามารถทำให้เกิดโรคในคนและสัตว์ได้
ข้อมูลอ้างอิง
http://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=919&db_file=
http://kanchanapisek.or.th/kp12/product/fruit/fruit-detail.htm

#1 By /gg on 2007-12-23 20:57